Member zone

Links
Online user
None
We have 25 guests online

03

Apr

2009

ตอนที่ 2 เมื่อถูกบอกเลิก
นิยายรัก ฉบับสัตวแพทย์ by มินธิรา

           ช่วงนี้เธอกำลังเครียด ๆ กับเรื่องงานในหลายเรื่อง เป็นเจ้าของบริษัทมันก็ลำบากแบบนี้แหละ สู้เป็นลูกจ้างทำงานไปวันแบบฉันก็ไม่ได้ สบายใจกว่ากันมากมายนัก (เงินเดือนก็น้อยกว่ากันเยอะมากมายนักตามไปด้วย) คือเวลาทำงาน ฉันก็มีปัญหาบ้าง เมื่อก่อนก็จะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาที่ใหญ่  แต่เมื่อเทียบกับปัญหาของเธอแล้วมันน้อยนิดอย่างเทียบกันไม่ได้  และก็ไม่ได้มีผลกระทบอันยิ่งใหญ่กับชีวิตเท่ากับปัญหาของเธอเลย

วันหนึ่งฉันได้ข่าวมาจากเพื่อนว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในถนนข้าวสารลด 25%  หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน เพราะร้านเค้าจะปิดปรับปรุงกิจการ 2 เดือน ฉันก็เลยแค่อยากชวนเธอ ซึ่งเป็นคุณแฟนไปกินด้วยกันตามประสาคนรักกัน  ก็เห็นว่าช่วงนี้เธอดูเครียด ๆ  และเธอชอบกิน Fuji ที่ฉันเบื่อแสนเบื่อ เพราะ 80 %  ของการไปเซ็นทรัล  เธอจะต้องไปกิน Fuji ด้วยข้ออ้างที่ว่า มีบัตรลด  ฉันก็เลยคิดว่า ถ้าได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ได้ไปกินอาหารญี่ปุ่นที่เธอชอบ เผื่อว่าจะทำให้เธอเครียดน้อยลง เห็นไหมว่า ฉันเป็นแฟนที่ดีแสนดีขนาดไหน

ฉันจึงโทรศัพท์ไปหาเธอ “วันนี้ไปกินอาหารญี่ปุ่นกันไหม มีร้านหนึ่งแถวถนนข้าวสาร ลด 25%” แต่เธออยู่ในอารมณ์กำลังตั้งใจทำงานจึงตอบฉันมาว่า “วันนี้ไม่อยากกินอาหารญี่ปุ่น ถนนข้าวสารเหรอ รถติดจะตาย ยังทำงานไม่เสร็จเลย”

ฉันก็เลยทำเสียงงอน ๆ ตามมารยาหญิงไปว่า “ก็ได้ ไม่ไปก็ได้  ก็ไม่ได้ให้ไปตอนนี้เลยซะหน่อย  ทำงานเสร็จค่อยไปก็ได้” 

สงสัยเธอคงจะสามารถรับรู้ได้จึงพูดเสียงนุ่มนวลลงมาว่า “เดี๋ยวทำงานเสร็จแล้วจะโทรไปหานะจ๊ะ”  เธอก็พอจะสำนึกได้ ฉันเลยให้อภัย

หลังเลิกงานฉันจึงไปกินอาหารแถวที่ทำงานคนเดียวเพียงลำพังอย่างมีความสุข   แล้วฉันก็คิดถูกจริง ๆ ที่ไปกินข้าวก่อน เพราะไม่รู้ว่าเธอจะทำงานเสร็จกี่โมง  กว่าเธอจะโทรมา สองทุ่มกว่า ถ้าฉันรอฉันก็คงกระเพาะอาหารทะลุไปด้วยน้ำย่อยของตัวเองไปนานแล้ว

เรื่องอาหารญี่ปุ่นเธอบอกว่า เอาไว้เราค่อยไปกินกันวันหลังก็ได้นะ  แล้วเราก็คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้จนดึกจนดื่น เพื่อเป็นการชดเชยที่เราไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกันในวันนี้ แล้วจึงแยกย้ายกันไปนอน

ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นเธอก็โทรมาหาฉันแต่เช้าตรู่  ฉันรับโทรศัพท์ด้วยเสียงงัวเงีย   

“อ้าว ยังไม่ตื่นเหรอจ๊ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวโทรมาใหม่นะ”                                                               

“ไม่เป็นไร ตื่นแล้ว”  ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่เธอโทรมาเนี่ยแหละ “พูดมาเถอะ ไหน ๆ ก็โทรมาแล้ว”  คนเราจะรักกัน ก็ต้องมีความอดทนค่ะ  ก็ต้องพูดดีไป แม้ว่าในใจจะขุ่นแค่ไหนก็ตาม                                      

เธอก็บอกว่า เธอไม่รักฉันแล้ว เราเลิกกันเถอะฉันอึ้งไปเล็กน้อย แค่เรื่องอาหารญี่ปุ่นเมื่อวานแค่นี้เนี่ยนะ หรือว่ามันจะรุนแรงมากในความรู้สึกของเธอ  หรือว่าช่วงนี้เธอเครียดมากจริง ๆ   หรือว่า .... ในขณะที่ฉันยังคิดไม่ทันเสร็จดีนัก

เธอก็รีบบอกว่า วันนี้วัน April fool”

ดีนะเนี่ย ที่ฉันรู้เรื่อง April fool  day อยู่บ้างเหมือนกัน ว่าเป็นธรรมเนียมของฝรั่งที่ถือกัน ว่าวันนี้เป็นวันที่คนจะพูดโกหกได้ โดยที่ไม่มีคนถือสา  ไม่งั้นคงต้องมีเรื่องกันแน่นอน ฉันก็เลยตอบกลับไปว่า “ฉันก็เกลียดเธอเหมือนกัน”

เธอถามว่าฉันรู้ประวัติความเป็นมาของ April fool  day ไหม  ฉันไม่รู้ เธอก็เลยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยประมาณคริสศตวรรษที่ 16  ชาวฝรั่งเศสถือเอาช่วงวันที่ 25 มีนาคม - 1 เมษายน เป็นสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งผู้คนจะทำการเฉลิมฉลองและส่งการ์ดให้กันภายในวันที่ 1 เมษายน
            ทว่า ในปีนั้น วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนเป็นวันที่หนึ่งตามระบบนับวันของ Charles IX  และเนื่องจากว่า การติดต่อสื่อสารในสมัยนั้นเป็นไปได้ช้ามาก ทำให้คนที่ไม่ได้รับข่าวเรื่องการเปลี่ยนวันที่ยังคงฉลองวันขึ้นปีใหม่กันในวันที่ 1 เมษายนอยู่  ดังนั้นคนที่ทำการฉลองในวันที่ 1 เมษาจึงถูกเรียกว่า "fool" และเนื่องจากว่าคนที่เข้าใจเรื่องวันที่ผิด ก็จะส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญร่วมปาร์ตี้ผิดวันไปด้วย จึงกลายเป็นว่า เป็นการชวนไปปาร์ตี้ในเทศกาลที่ไม่มีจริง  ทำให้ April fool กลายเป็นวันแห่งการโกหกด้วยประการฉะนี้

ทำไมฉันต้องมาฟังประวัติวัน April fool ในเวลาเช้าตรู่เช่นนี้ แถมเธอก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ว่า “ฉันเป็นผู้หญิงที่สวย  น่ารัก  แสนดีทุกอย่าง”  ตกลงเป็นความจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่ แต่ก็ช่างเถอะ ฉันจะถือว่ามันเป็นความจริงก็แล้วกันนะ

และวันนี้ถ้าใครมาพูดเรื่องร้าย ๆ กับฉัน เช่น ถ้าผู้ช่วยเดิมมาบอกฉันว่า  “หมอ หมาที่หมอรับ Admit ไว้เมื่อวานอาการไม่ค่อยดีเลยนะ ท่าทางจะไม่รอด”  ฉันก็จะรีบถามกลับไปหลอกหมอเล่น เพราะเป็นวันแห่งการพูดโกหกหรือเปล่า

                                                                                                        มินธิรา


   

 

Comments

avatar mysoul
0
 
 
ชอบอ่า

เขียนต่อเร็วๆนะค่ะ
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
Cancel
avatar Endyu
0
 
 
เขียนเก่งจังเลยแฮะ ระดับ ปรายพันแสง ได้เลยนะนี่ (แม้ว่าตอนที่1จะเขียนวนกับเหตุการณ์นั้นมากจนเกินไปหน่อย แต่ตอนที่ 2 นี้ถือว่าเขียนได้สมูทและลื่นมากก) พี่ชอบจริงๆ แนวเขียนบทความแบบนี้ จากที่พี่มองดู มันมีแพทเธินอยู่ที่

1 นำเสนอเรื่องโดยลากเรื่องจากสิ่งทั่วๆไปในชีวิต พูดไปเรื่อยอ่ะ 2. เล่ามาจนถึง climax ที่ถือว่าเป็น keyword 3. เอาคีย์เวิร์ดนี้แหละ โยงไปหาสาระอีกเรื่องหนึ่งที่สลับ 4. ก่อนลากกลับเข้ามาที่เรื่องเหตุการณ์เดิมในชีวิตอีกครั้ง 5. แล้วจบแบบประเภท "ทิ้งคำถามให้ตัวเอง หรือคนอ่าน" อันที่จริงถ้าจบแบบย้อกย้อน เสียดสี ความคิดหรือวิธีชนปรกติ (mondane) ได้เนี่ย จะทำให้ดูน่าทึ่งมากขึ้น

พี่ก็ชอบใช้นะเทคนิคแบบนี้ มันทำให้เรื่องดูน่าติดตาม คนอ่านเมื่อเจอเทคนิคแบบนี้ ส่วนใหญ่มักจะคิดในใจหลังอ่านจบว่า โอ้ว..เอามาคิดต่อกันได้!! ดูดีมีความรู้เชียว 555+ และนี่ก็คือสิ่งที่คนเขียนด้วยโครงร่างแบบนี้คาดหวัง (ฮิฮิ)

ทีนี้ ลองหาวีธีเล่าเรืองแบบอื่นๆดุนะตอนหน้า จะได้ดูไม่จำเจ ในตอนต่อๆไป
ก่อนจะเขียนตอนต่อไปลองdesign เทคนิคการเล่าเรื่องแบบอื่นๆด้วยโครงร่างแบบนี้ดู พอเขียนเสร็จก็จะเข้าล้อคโครงสร้างพอดี ไม่ต้องแต่งแก้ซ้ำๆ ให้สมูท งานจะเร็วขึ้น.....พี่ว่าน้องทำได้ เก่งอยุ่แล้ว

เป็นกำลังใจให้หน่ะ
P eNDYU
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
Cancel
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
Last Updated on Friday, 03 April 2009 13:09