Member zone

Links
Online user
None
We have 9 guests online

08

Jan

2010

สื่อสังวาส 3 (จบ)
winbookclub.com

อีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดก็คง เป็นการประกวดนางงาม กลุ่มหนึ่งว่ามันเป็นกิจกรรมที่ลดค่าผู้หญิง อีกกลุ่มหนึ่งว่ามันแสดงว่าสตรีมีเสรีภาพ อีกทั้งช่วยสร้างสีสันให้สังคม

การมองว่ากิจกรรมนี้เป็นสื่อเซ็กส์ซ่อนรูปจริงหรือไม่คงต้องวิเคราะห์ ผลลัพธ์ของกิจกรรมนี้ เกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวเหล่านี้และผู้ชมหลังจากการประกวด? ผู้หญิงที่เข้าประกวดหรือชนะประกวดมีพัฒนาการทางปัญญาดีขึ้นหรือไม่? การประกวดช่วยส่งเสริมความเสมอภาคหญิง-ชายหรือไม่?

หลายปีก่อนนิตยสารฉบับหนึ่งเคยสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ชายต่อผู้หญิง คำถามคือ "อะไรเป็นจุดแรกของกายภาพหญิงสาวที่ผู้ชายมอง?"
คำตอบน่าสนใจอย่างยิ่ง และแสดงว่าผู้ชายทุกคนที่ตอบคำถามนี้ช่างเป็นสุภาพบุรุษที่โรแมนติกเสียนี่ กระไร! นั่นคือทุกคนตอบว่า "นัยน์ตา" หรือ "ใบหน้า" ไม่มีสักรายเดียวที่ตอบว่า "นม" หรือ "ตะโพก"

ผู้ชายทุกคนที่ผมรู้จักหัวเราะกับผลสำรวจนี้ (ผมคงคบแต่เพื่อนไม่ดี!) บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดแรกที่ดูสตรีก็คือหน้าอกกับตะโพกตามสัญชาตญาณทางเพศ แต่หากมีใครมาสำรวจความเห็นของพวกเขาอย่างเป็นทางการ คำตอบก็คือ "นัยน์ตา" หรือ "ใบหน้า" ตามมารยาท เช่นเดียวกับเมื่อถามว่านับถือศาสนาอะไร คำตอบก็คือ "พุทธ" โดยอัตโนมัติ ไม่มีใครกล้าตอบว่า "ศาสนาเงิน"

เช่นกัน เมื่อดูการประกวดนางงาม ผู้ชายทั้งหลายไม่ได้มองผู้หญิงที่ความสามารถพิเศษ เช่นพูดได้ห้าภาษา ใฝ่รู้ รักเด็ก รักสันติภาพ เกลียดสงคราม ฯลฯ หากดูที่สัดส่วน สรีระ เสน่ห์ทางเพศทั้งสิ้น การประกวดเป็นเพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สตรี เป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ นั่นคือมีโอกาสเลือกมากกว่าคนที่ไม่ผ่านเวทีนางงาม

เหตุผลที่ผู้จัดประกวดเอ่ยทุกครั้งก็คือ 2B : Beauty & Brain (สวยและฉลาด) แต่ฝ่ายต่อต้านการประกวดนางงามเห็นว่า นี่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวมันเองอย่างประหลาด เหตุผลคือหากวิเคราะห์ด้วย brain แล้วย่อมเห็นชัดเจนว่าการประกวดเป็นเรื่องของอีก 2B คือ Boobs & Bums (นมกับก้น) คืออิงกับเรื่องเพศอย่างเลี่ยงไม่พ้น บางคนพูดแบบหยาบคายว่า เพียงแค่สมัครเข้าประกวดก็เป็น boob จริงๆ แล้ว! (คำว่า boob ยังแปลได้ว่า คนโง่) เหตุผลที่เป็นรูปธรรมก็คือ ในการประกวดนางงามตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น ไม่เคยมีนางงามชนะประกวดคนใดมีสัดส่วนน่าเกลียด อ้วนพลุ้ย พุงสามชั้น ฟันเขยิน เนินอกแบนราบเหมือนลูกโป่งรั่ว ตะโพกแฟบ ความจริงคือโอกาสที่หญิงสาวรูปร่างหน้าตาไม่ดึงดูดใจชนะประกวดเท่ากับศูนย์ ไม่ว่าเธอผู้นั้นจะมีไอคิวระดับไอน์สไตน์ อีกประการหนึ่ง ไม่มีการประกวดใดที่ผู้เข้าประกวดไม่ต้องสวดชุดว่ายน้ำรัดรูป หากเป็นการประกวดความงามทางจริยธรรมและสมองจริง มีความจำเป็นอันใดที่ต้องแสดงสรีระชัดเจนเช่นนี้? เห็นชัดเจนว่าเป็นการประกวดเส้นโค้งเส้นเว้าของเรือนร่างมากกว่าเส้นหยักของ สมอง

แต่การมองเฉพาะด้านลบของการประกวดนางงามอาจไม่ยุติธรรมนัก การประกวดส่วนใหญ่อบรมและสอนหญิงสาวทักษะในการพูดจา การเดิน การสนทนา ฯลฯ ทักษะเหล่านี้มักติดตัวผู้เข้าประกวดไปตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังเปิดโลกทรรศน์แก่หญิงสาวผู้เข้าประกวด บางเวทีเช่น มิส อเมริกา ให้ทุนการศึกษาผู้เข้ารอบทุกคน กระนั้นฝ่ายต่อต้านการประกวดนางงามก็แย้งว่า ทำไมจึงอบรมสั่งสอนเฉพาะหญิงสาวซึ่งมีศักยภาพ (รูปร่างหน้าตาดี) กลุ่มเดียวเท่านั้น

ผลกระทบอีกประการหนึ่งต่อสังคมคือ หญิงสาวจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกมอง 'นางงาม' เป็นต้นแบบหรือ ไอดอล ของตน คือสวย รวยเสน่ห์ มีโอกาสเลือกผู้ชายมากกว่า และประสบความสำเร็จในชีวิต เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เน้นเปลือกนอกยิ่งขึ้น หากเกิดมาไม่สวยก็แก้ปัญหาด้วยการผ่าตัดหรือสารเคมี หรือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้สวย จนบ่อยครั้งถึงขั้นอันตรายต่อร่างกาย

ไม่ว่ามองจากมุมไหน ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเครื่องมือรองรับเพศ!

ในปี พ.ศ. 2527 นางสาว วาเนสซา วิลเลียมส์ นักศึกษาวิชาศิลปะการละคร เป็นผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่ครองตำแหน่ง มิส อเมริกา เธอลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่อยู่ในสถานะนางงามไม่ครบปีก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อภาพเปลือยของเธอซึ่งถ่ายสองปีก่อนเข้าประกวดปรากฏบนหน้านิตยสาร เพนท์เฮาส์ นิตยสารซื้อภาพดังกล่าวจากช่างภาพด้วยเงินก้อนใหญ่ไปตีพิมพ์โดยไม่ได้รับ อนุญาตจากเธอ (ไม่ต่างจากค่านิยมในบ้านเรา นิตยสารฉบับนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า) ผลก็คือ วาเนสซา วิลเลียมส์ ลาออกจากตำแหน่ง ฟ้องร้องนิตยสารและช่างภาพ แต่ภายหลังก็ล้มเลิกความตั้งใจ บอกสั้นๆ ว่า "การแก้แค้นที่ดีที่สุดก็คือการประสบความสำเร็จ"

วาเนสซา วิลเลียมส์ เปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ จากสายทาง Boobs & Bums เป็น Beauty & Brain เธอกลายเป็นนักร้อง ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้รับการเสนอชิงรางวัลแกรมมีถึง 15 ครั้ง นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จบนเวทีละคร ภาพยนตร์ และโทรทัศน์โดยได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลทุกสื่อ ผ่านไปยี่สิบห้าปี เธอกลับไปมหาวิทยาลัยที่เธอจากมาอีกครั้งเพื่อรับปริญญา หน่วยกิตของเธอสะสมจากประสบการณ์ชีวิตและผลงานทางศิลปะที่ทำมา ซึ่งไปไกลกว่าเส้นทางของนางงามทั่วไป



ในยุคโบราณ สตรีแทบไม่มีโอกาสเลือกคู่ครองเอง การแต่งงานเป็นลักษณะของการยัดเยียด บางคู่หมั้นกันตั้งแต่ยังเป็นทารก โบราณเรียกการจับคู่แบบนี้ว่า คลุมถุงชน สำนวน 'คลุมถุงชน' มีที่มาจากการเอาไก่สองตัวมาชนกัน โดยคลุมผ้าปิดไม่ให้เห็นกันมาก่อน เป็นลักษณะของการตีไก่ จับไก่ชนใส่กรงที่มีผ้าคลุมมาจากบ้าน แล้วปล่อยให้ชนกัน ปัจจุบันมนุษย์มีเสรีภาพมากขึ้น การแต่งงานแบบยัดเยียดกลายเป็นเรื่องแปลก แต่กระนั้นทัศนคติเดิมๆ นี้ก็ยังไม่หายไปไหน มันแทรกซึมอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ที่บ่อยครั้งผู้หญิงเป็นผู้เล่น

ที่น่าเศร้าก็คือ ผ่านเวลาที่อยู่ในเส้นกรอบที่ถูกขีดไว้นานหลายพันปี ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยลืมไปแล้วว่าตนเองมีสิทธิความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับ ชาย! จนถึงวันนี้ สตรีกลุ่มหนึ่งก็ยังคงเลือกเป็นช้างเท้าหลัง บ้างแม้จะเลือกเป็นอิสระจากสภาพช้างเท้าหลัง กลับใช้เสรีภาพของตนในทางที่ทำให้ภาพรวมของสตรีกลับไปสู่ยุครัดเท้ารัดเอว เช่นเดิม อาจโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะอำนาจเงินและชื่อเสียง

เฟมินิสต์บางคนแสดงความเห็นกับผมว่า ทุกครั้งที่เห็นภาพหญิงสาวเจตนาแต่งตัวล่อแหลมเพื่อเรียกร้องความสนใจ ถ่ายนู้ด ประกวดนางงาม ละครที่ผู้หญิงแย่งชิงผู้ชายกัน ฯลฯ รู้สึกว่าสตรีกำลังลดค่าของผู้หญิงทั้งโลก

แน่ละ เสรีภาพของมนุษย์ย่อมนำหน้าความเชื่อ ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกเดินตามทางของหัวใจตนเอง แม้ว่าเสรีภาพนั้นอาจจะถูกกำหนดทางอ้อมมาจากสัญชาตญาณทางเพศที่ฝังลึกในยีน นั่นคือต้องการมีเสน่ห์ดึงดูดชาย เช่นเดียวกับที่ผู้ชายก็ต้องการเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิง เป็นธรรมชาติของโลกที่มีสองเพศเช่นนี้ แต่ในโลกที่เราเห็นผลของ cause-effect เร็วขึ้นด้วยระบบอินเทอร์เน็ตและไร้สาย การใช้เสรีภาพทางเพศจึงต้องสังวรถึงผลกระทบต่อสังคมด้วย เช่นที่เกิดขึ้นกับนางสาวเล็ก (นามสมมุติ) และอีกหลายๆ นางสาวนามสมมุติ



ประเด็นว่าปริมาณสื่อเซ็กส์ในบ้านเรามีมากเกินไปหรือไม่ เป็นคำถามปลายเหตุ สิ่งที่ฟันเฟืองทุกชิ้นในสังคมควรถามตัวเองโดยปราศจากอคติใดๆ โดยเฉพาะข้อแม้ทางเศรษฐกิจก็คือ เราต้องการสังคมแบบไหนให้ลูกหลานของเรา หากเรายังเชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กแต่ละคนอย่างดีในวันนี้ ส่งผลให้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า และสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ขึ้น มันก็เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ทุกคนในวันนี้

มีข้อสังเกตว่า ขณะที่สื่อมวลชนบ้านเราเน้นความวาบหวิวบนหน้าปก เป็นจุดแรกที่ทุกสายตามองเห็น ตั้งแต่เด็กไปจนถึงพระ ในประเทศเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา ผู้หญิงบนหน้าปกหนังสือโป๊เช่น เพลย์บอย เพนท์เฮาส์ นั้นยังแต่งตัวเรียบร้อยกว่าภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์ของเราหลายเท่า และแม้ว่านิตยสารลงภาพผู้หญิงแก้ผ้ากันโจ๋งครึ่มยิ่งกว่าเราเสียอีก แต่มันอยู่ในขอบเขตของนิตยสารเฉพาะกลุ่มซึ่งจำกัดอายุผู้ซื้อ ไม่ลงกลางหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งเด็กก็อ่านด้วย โลกตะวันตกมีกรอบกฎหมายที่แข็งแรง กติกาง่ายๆ คือ หากเด็กอายุสิบสามสิบสี่ไปซื้อนิตยสารเพลย์บอย ก็เชิญคนขายไปขายหนังสือต่อในคุก

นี่มิใช่การต่อต้านการใช้เซ็กส์ในการตลาด เราคงไม่ไร้เดียงสาจนเชื่อว่า สังคมที่สะอาดคือสังคมที่ปราศจากเรื่องเซ็กส์ แต่ทุกอย่างควรมีขอบเขตและสมดุลของมัน ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาด้วย อย่างน้อยที่สุดสื่อมวลชนและนักการตลาดก็ไม่ควรสร้างเบ้าหลอมบิดเบี้ยวแก่ เด็กที่ยังแยกแยะดีชั่วไม่ออก

ทว่าปีแล้วปีเล่า การตอกย้ำภาพสตรีตบตีกันเพื่อแย่งชาย ภาพเปลือยเชิงยั่วยุ การแข่งกันวัดคุณค่าของหญิงกันที่เรือนร่าง อาจทำให้เด็กรุ่นใหม่ซึมซับค่านิยม ความเชื่อ และความเคยชิน เห็นภาพเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่นที่เราดูหนังรุนแรง ฆ่ากันเลือดสาด จนกลายเป็นความเคยชิน จนในที่สุดเราก็เกิดความรู้สึกว่า ป่วยการโทษนายทุนและนักการตลาดที่ไร้จิตสำนึกต่อสังคม เพราะการตบมือข้างเดียวย่อมไม่เกิดเสียง การหวังพึ่งจรรยาบรรณของสื่อเป็น 'Mission Impossible' ดีๆ นี่เอง ตราบที่เราไม่แก้ค่านิยมผิดๆ ของสังคม ผู้หญิงอีกหลายคนคงต้องเป็นเหยื่ออีกต่อไป

ปัญหานี้ส่วนหนึ่งคงแก้ได้ด้วยวิธีเดียวกับการแก้ปัญหาการล่าสัตว์ป่า การฆ่าสัตว์ป่ายุติได้ต่อเมื่อเราเลิกซื้อสินค้าสัตว์ป่า เลิกซื้อลูกสัตว์ป่ามาเลี้ยง บางทีเราอาจทำได้อย่างเดียวกันในการช่วยลดกรณีข่มขืน หรือละครโทรทัศน์ที่ลดค่าผู้หญิง

บางทีประเพณีรัดเท้าสตรีหายไปจากโลกนานแล้ว แต่วิญญาณของ 'การรัดเท้า' อาจจะยังไม่ตาย


วินทร์ เลียววาริณ
2 มกราคม 2553

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment