Member zone

Links
Online user
None
We have 15 guests online

27

Dec

2009

สื่อสังวาส 2
winbookclub.com

นวนิยายหลายเรื่องที่ผมอ่านสมัยเด็กมีตัวละครสตรีตกเป็นเบี้ยล่างของชาย โดยไม่มีสิทธิ์หือ ไม่เคยได้ยินผู้อ่านสตรีคนใดลุกขึ้นมาต่อต้าน คล้ายกับว่าทุกคนยอมรับว่านี่เป็นความจริงของโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในช่วงปี พ.ศ. 2474-2476 เกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนในบรรณพิภพไทย นวนิยายเรื่องหนึ่งโด่งดังไปทั่วประเทศ คนอ่านติดกันงอมแงมถึงขั้นไปรออ่านที่หน้าแท่นพิมพ์ นวนิยายเรื่องนี้คือ ผู้ชนะสิบทิศ (ชื่อเดิม ยอดขุนพล) บทประพันธ์ของ ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์)

พระเอกของนวนิยายปลอมพงศาวดารเรื่องนี้คือ จะเด็ด (บุเรงนอง) แห่งเมืองตองอู มีฝีมือเชิงยุทธ์ยอดเยี่ยม เชี่ยวชาญศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งการดนตรี ยอดชายจะเด็ดมีวาจาคมคายน่าฟัง สตรีใดผ่านทางมาเป็นต้องหลงใหลรักใคร่เขาทุกรายไป เช่น ตะละแม่จันทราแห่งตองอู ตะละแม่กุสุมาแห่งเมืองแปร และอีกหลายๆ ตะละแม่ ภาษารักที่ยาขอบพรรณนาในเรื่องนี้เป็นงานชั้นครู ลื่นไหลงดงามเห็นภาพพจน์ จึงไม่น่าประหลาดที่ติดกันทั้งประเทศ

แน่นอนเมื่อมีพระเอกก็ต้องมีผู้ร้าย ดาวร้ายในเรื่องคือ สอพินยา อนุชาของพระเจ้าหงสาวดี กับคู่หูนาม ไขลู ทั้งสองเข้าข่าย 'ชั่วมั่กๆ' หนึ่งในพฤติกรรมชั่วของสอพินยาก็คือหลอกมอมยาตะละแม่กุสุมาจนเสียตัว ฉากนี้ทำให้ผู้อ่านเศร้าโศกและโกรธสอพินยาไปทั่วทั้งประเทศ

ตำนานเกี่ยวกับยาขอบเล่าว่า ผ่านไปไม่นาน ผู้อ่านสตรีคนหนึ่งเดินทางไปหายาขอบถึงโรงพิมพ์ ขอร้องผู้ประพันธ์อย่าให้ตะละแม่กุสุมาเป็นนางเอกนวนิยาย ผู้ชนะสิบทิศ เพราะเสียตัวให้ผู้ร้ายไปแล้ว เหตุผลคือ นางเอกควรจะเป็น 'ผู้หญิงดีๆ' เป็นตัวอย่างที่ดีแก่กุลสตรีของชาติ

ที่ขัดแย้งกันจนขำไม่ออกก็คือ จะเด็ดนั้นเจ้าชู้ยิ่งนัก ตลอดทั้งเรื่องตัวละครนี้เกี้ยวพาราสีหญิงแทบทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขณะที่ตะละแม่กุสุมาเป็นผู้หญิงที่รักเดียวใจเดียว เพียงแต่เสียรู้ชายโฉดแห่งหงสาวดีจนเสียตัว ก็หมดสิ้นคุณค่าทันที

ที่ประหลาดก็คือเป็นสตรีที่รับไม่ได้กับเรื่องนี้!

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ค่านิยมทางสังคมในยุคก่อนกึ่งพุทธกาลยังอยู่ในเงามืดของ ปิตาธิปไตย ด้วยความเชื่อว่า ผู้หญิงที่ดีคือผู้หญิงที่ยังมีเยื่อพรหมจารีในสภาพเรียบร้อยจนถึงวันแต่ง งาน ผู้ชายที่เก่งคือผู้ชายที่มีเมียมาก สะท้อนให้เห็นในนวนิยายจำนวนมาก



สิทธิและความเสมอภาคของสตรีในหลายมุมโลกยังเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ในโลกของสตรีในประเทศจีนตั้งแต่พันปีก่อน ผู้หญิงถูกรัดเท้าเพื่อรองรับอารมณ์ของผู้ชายและสถานภาพปลอมๆ บางอย่างที่คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนด เช่นประเพณีการรัดเท้าสตรี มีนัยว่าแสดงว่าสตรีที่รัดเท้าเป็นคนชั้นสูงและมีค่า แสดงถึงผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ผู้หญิงรัดเท้ามีโอกาสแต่งงานกับผู้ชายชาติตระกูลดีมากกว่า

ประเพณีประหลาดนี้มีหลักฐานสืบย้อนไปถึงราชวงศ์ซ่ง การรัดเท้าเด็กหญิงกระทำตั้งแต่อายุห้าขวบ โดยการพับนิ้วเท้าทุกนิ้วยกเว้นหัวแม่เท้าเข้าไปใต้เท้า รัดแน่นด้วยแถบผ้ายาวเข้ากับหลังเท้าทั้งวันและคืนจนทำให้เท้าส่วนหน้าหักงอ กระดูกเสียรูปทรง เป็นการทำให้เท้าพิการอย่างตั้งใจ ต้องอาศัยความอดทนในการทรมานตัวเองอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะได้เป็นผู้หญิงที่ มีคุณค่า!

เห็นภาพแล้วก็ต้องเชื่อว่า กระบวนการสร้างคุณค่าของสตรีจีนยุคนั้นคงเจ็บปวดน่าดู!

แน่นอนว่าหญิงสาวเหล่านี้ต้องทรมานเดินกะเผลกและสวมรองเท้าพิเศษ (ที่เย็บปักถักร้อยอย่างงดงาม) ไปตลอดชีวิต ไม่สามารถทำงานหนักเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนมั่งมี! ในมุมมองของชายจีนยุคนั้น การมองเท้าลีบเล็กของสตรีเป็นเรื่องเซ็กซี่สุดประมาณ มีนัยว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์!

โรคบ้านี้ไม่เพียงแต่ระบาดในหมู่ผู้ชายจีนโบราณเท่านั้น ยังแพร่ในหมู่บุรุษอินเดียโบราณด้วย แสดงออกในประเพณีหนึ่งซึ่งผู้หญิงในยุคนี้คงดีใจอย่างยิ่งที่ไม่ได้เกิดใน ยุคนั้น นั่นคือพิธีสตี



สตีเป็นพิธีกรรมที่ปรากฏมานานก่อนยุคอเล็กซานเดอร์มหาราชยาตราทัพไปอินเดีย เป็นการแสดงความรักและความภักดีของภรรยาต่อสามีผู้ตายไป โดยการกระโดดเข้ากองไฟในพิธีฌาปนกิจ ผู้หญิงที่ยอมตายตามสามีได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้ทรงคุณความดีสูงส่ง ระดับเทพธิดา มีคนกราบไหว้บูชา

หลายทฤษฎีเสนอที่มาของพิธีนี้ มันอาจมีรากเหง้ามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อาจเริ่มมาจากยุโรปบางที่เช่น กรีซ บ้างว่ามันเริ่มจากภรรยาของใครบางคนฆ่าตัวตายตามสามีโดยการกระโดดเข้ากองไฟ และกลายมาเป็น 'เทรนด์' แห่งความโรแมนติก แล้วต่อเติมเสริมแต่งด้วยความเชื่อทางศาสนา (สตีเป็นนามชายาของพระศิวะ) ฯลฯ บางทฤษฎีว่ามันเป็นพิธีที่ป้องกันไม่ให้ภรรยาวางยาพิษสามีอย่างได้ผล บ้างว่าเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของผู้ชายซึ่งไม่ต้องการให้ภรรยามีชายคนใหม่ หลังจากเขาจากโลกไป

การฆ่าตัวตายตามสามีฟังดูเป็นเรื่องโรแมนติก แต่บ่อยครั้งฝ่ายหญิงไม่เคยมีความคิดนี้ในหัว ดังนั้นหากภรรยาคนใดไม่อยากตายตามสามีในประเพณีประหลาดนี้ ญาติพี่น้องฝ่ายสามีก็จะช่วยกัน 'กล่อม' ให้ผู้เป็นภรรยาเปลี่ยนใจโดยใช้กำลังเล็กน้อยแต่พองามโดยผลักภรรยาเข้ากองไฟ ! เกร็ดเล่าว่ามันเป็นการตายที่น่าสยดสยอง เสียงร้องโหยหวนของผู้หญิงที่ถูกเผาตายทั้งเป็นนั้นคงไม่แสดงถึงความ โรแมนติกใดๆ อย่างแน่นอน หากสามีภรรยาคู่นั้นมีบุตรธิดา ลูกก็ต้องกำพร้าพ่อกับแม่ในคราวเดียว ที่น่าขันขื่นคือ โลกไม่เคยมีประเพณีผู้ชายกระโดดเข้ากองไฟตามภรรยา!

แม้ว่าพิธีสตีจะถูกอังกฤษห้ามในราวต้นศตวรรษที่ 19 แต่ยังปรากฏประเพณีนี้อย่างลับๆ ตามหมู่บ้านบางแห่งในอินเดีย

ทั้งการรัดเท้าและพิธีสตี ล้วนเป็นสังคมปิตาธิปไตยที่เหลวไหลถึงที่สุด!



บ้านเราโชคดีที่ไม่ได้ติดเชื้อบ้าร้ายแรงชนิดนี้ แต่กระนั้นระบบปิตาธิปไตยก็ครอบครองสังคมไทยมานานด้วยความคิด ช้างเท้าหน้า-ช้างเท้าหลัง 'ช้างเท้าหน้า' มีนัยของอำนาจ ส่วน 'ช้างเท้าหลัง' มีนัยของการอ่อนน้อมของภรรยาต่อสามี การเชื่อฟัง การเป็นแม่ศรีเรือน เป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของผู้หญิงเหมือนหมาเชื่องๆ เดินตามเจ้าของ

เชื่อไหมว่าคำว่า สามี แปลว่า นาย, เจ้าของ!

ดังนั้นเมื่อคุณบอกว่า "ผมเป็นสามีของบ้านหลังนี้" หรือ "ดิฉันเป็นสามีของเสื้อตัวนี้" ก็ไม่ผิดหลักภาษาไทยแต่อย่างใด!

เชื้อโรคสายพันธุ์ปิตาธิปไตยนี้ยังแพร่ระบาดในโลกตะวันตก อาจไม่รุนแรงเท่าในจีนและอินเดีย แต่ข้อแตกต่างที่น่าสนใจคือ ขณะที่การรัดเท้าและพิธีสตีเป็นการละเมิดสิทธิสตรีซึ่งผู้หญิงยุคนั้นไม่ สามารถต้านทานแรงสังคมได้ กิจกรรมเอาเปรียบสตรีหลายอย่างที่ริเริ่มในโลกตะวันตกกลับเป็นเรื่องที่ ผู้หญิงสมยอม

ในยุควิคทอเรียนของอังกฤษ การรัดเอวของผู้หญิงให้กิ่วคอดที่สุดด้วยชุดคอร์เซ็ตนั้นเป็นค่านิยมความงาม ชั้นสูงของสตรี ชุดคอร์เซ็ตในยุคนั้นประกอบโครงด้วยกระดูกปลาวาฬ ใช้หลักการเดียวกับการรัดเท้าของสาวจีน จึงก่อปัญหาทางสุขภาพตามมา เพราะการรัดเอวจนผิดธรรมชาตินั้นกดดันอวัยวะภายในจนทำงานไม่ปกติ ส่งผลให้มีปัญหา เช่นเป็นลมเนื่องจากรับออกซิเจนไม่พอ กระเพาะลำไส้ถูกรัดจนไม่เหลือพื้นที่สำหรับอาหาร ในงานสังคมชั้นสูงในยุคนั้น มีห้องสำหรับเป็นลม (fainting room) ไว้บริการด้วย มีบันทึกว่าสตรีบางคนรัดเอวจนวัดเส้นรอบเอวได้เพียง 15 นิ้วเท่านั้น

'ชุดคอร์เซ็ต' ไม่เคยหายไปจากโลก บิล บลาสส์ นักออกแบบแฟชั่นชาวอเมริกัน เคยกล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานในวงการออกแบบเสื้อผ้ามานานปี สรุปได้สองประโยคว่า "ผู้หญิงกลางวันแต่งตัวเพื่อตัวเอง กลางคืนแต่งตัวเพื่อผู้ชาย"

ความหมายของเขาก็มาลงที่เสน่ห์ทางเพศเพื่อผู้ชายอีก!


วินทร์ เลียววาริณ
26 ธันวาคม 2552

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment