รถตู้วิ่งไปเบื้องหน้าเงียบๆ นอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นลงเป็นจังหวะแล้ว ถนนทั้งสายเงียบสงัด สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ กลิ่นของชนบทลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยแม้ว่าจากมันไปนานหลายปีเต็มที กลิ่นของป่าภาคเหนือ ผมใช้ชีวิตในผืนดินแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก น่าแปลกที่สีสันเมืองกรุงไม่สามารถลบกลิ่นอายบ้านนอกของผมออกไปได้ จำกลิ่นต่างๆ ที่คุ้นเคยมากับสายลมได้ กลิ่นใบไม้สด กลิ่นหญ้า กลิ่นฟาง พ่อของผมเชื่อว่ามีแต่คนชนบทที่เติบโตใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างนี้ที่ไม่มี วันถูกกลืนหายไปในคลื่นความเจริญของเมือง สำหรับพ่อการออกจากชนบทไปทำงานในกรุงก็เช่นสัตว์ที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไปขายใน เมือง ผมก็เคยเชื่อเช่นนั้น แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจนัก...
พระจันทร์เผยอร่างออกจากกลุ่มเมฆอีกแล้ว เงียบสนิท ถนนทั้งสายวังเวงเหมือนโลกทั้งใบเป็นของเราเท่านั้น นาฬิกาพรายน้ำบอกเวลาตีสองยี่สิบนาที ขยับตัวอย่างอึดอัด ผมนอนไม่หลับ รถตู้กำลังวิ่งไปสู่อนาคต แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันกำลังวิ่งกลับสู่อดีต นึกถึงพ่อ รู้ว่าหากพ่อเป็นผมตอนนี้พ่อจะทำอย่างไร พ่อคงไม่มีความลังเลอย่างผม
ฤดูร้อนปีนั้นผมอายุขึ้นสิบหก เพิ่งแตกพานเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง เราสองคน - พ่อกับผม เข้าป่าหาน้ำผึ้ง เมื่อเที่ยงเราหยุดพักที่ริมห้วย อากาศร้อนระอุ กลิ่นหญ้าคาแห้งลอยกรุ่นในอากาศทุกครั้งที่ลมร้อนโชยมา น้ำในธารที่เหลืออยู่ไม่มากไหลเอื่อยเฉื่อย แม้อากาศข้างนอกจะร้อน แต่ยังมีความร่มรื่นในบริเวณนั้นอยู่มาก ผมก่อไฟหุงข้าวขณะที่พ่อไปจับปลาในลำห้วย ไม่นานพ่อก็กลับมาพร้อมปลากระสูบสามตัว พ่อว่าในฤดูร้อนน้ำส่วนใหญ่แห้งขอดทำให้พวกสัตว์น้ำหนีไปรวมตัวอยู่ในที่ลึก กว่า พ่อจึงจับปลาได้ไม่ยาก
"ป่าแห้งเหลือเกิน..." พ่อว่า "...ร้อนอย่างนี้น่าเป็นห่วงไฟป่า ดูด้านโน้นสิ ต้นไม้แห้งตายเป็นทาง"
"ปีก่อนๆ มันไม่ร้อนอย่างนี้นะพ่อ มันร้อนขึ้นทุกปี"
"ถูกของแก อากาศมันวิปริตลงไปทุกวัน สมัยพ่อยังเด็ก ห้วยบริเวณนี้เป็นเขตน้ำลึก ชื้นแฉะ ทากก็มาก ไม่มีใครมา เดี๋ยวนี้น้ำตื้นเดินลุยสบาย"
"มันเป็นเพราะอะไรพ่อ?"
"จะว่าเรื่องมันยาวก็ได้ จะว่าเรื่องมันสั้นก็ได้ มันอยู่ที่คน อยู่ที่ความรับผิดชอบ..."
พ่อไม่ได้พูดต่อ ผมก็ไม่ได้สนใจที่จะฟัง เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จเราทั้งสองก็จากที่นั้นกลับบ้าน เราย่ำไปตามผืนดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้งเหลืองกรอบ ทุกก้าวที่สาวออกไปปรากฏเสียงกรอบแกรบเป็นจังหวะไม่หยุดยั้ง
จนถึงชั่วโมงที่สามพ่อหันมา ถามผม "เมื่อกี้แกดับไฟรึยัง?"
"ไฟอะไรครับพ่อ?"
"ไฟหุงข้าว"
มองหน้าพ่อครู่หนึ่ง "ผมจำไม่ได้ครับ"
"ลองนึกให้ดี ถ้าแกยังไม่ดับมันอาจเกิดไฟป่าได้"
ผมอยากตัดบทว่าผมดับแล้ว เพราะไม่ต้องการย่ำป่ากลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่อะไรบางอย่างบอกให้ผมพูดความจริง "ผมจำไม่ได้..."
พ่อว่า "งั้นเราก็ต้องเดินกลับไปดับไฟ"
ผมพยักหน้ารับอย่างฝืนๆ นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่ต้องเดินทางกลับไปเพียงเพื่อดับกองไฟที่ผม อาจดับไปแล้วก็ได้ แต่อย่าว่าระยะทางแค่นี้เลย ต่อให้มันไกลกว่านี้สองสามเท่าเราก็ต้องกลับไป ประสบการณ์ไฟป่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว กว่าภัยใดๆ ในไพรทึบ
จำได้ว่าตอนผมเป็นเด็กอายุเจ็ดขวบ ครอบครัวของเราเคยเจอไฟป่าครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราตั้งบ้านอยู่ริมห้วย ในฤดูร้อนหญ้าคาหญ้าแพรกแห้งกรอบเต็มทุ่ง มีอยู่คืนหนึ่งราวตีสี่พ่อตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงช้างร้อง พ่อเล่าภายหลังว่าได้กลิ่นไหม้ไฟอ่อนๆ มองออกไปที่ทุ่ง เห็นแสงไฟรางๆ ที่ป่าข้างหน้า พ่อปลุกเราทันที เราจัดการเก็บของพากันเลาะหนีไปตามริมห้วย โดยมีไฟป่าตามหลังมาติดๆ อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ เสียงเพลิงแตกสะเก็ดดังเพียะๆ ตลอดเวลา ควันสีเทาทึบคลุ้งตลบไปทั่วผืนดินระแหง ผมไม่รู้ว่าไฟป่าครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร กินเวลาไหม้อยู่นานสิบวันเต็มจึงหยุดไปเอง ไร่นาของเราหายไปในกองเพลิงจนหมดสิ้น เมื่อไฟดับเราเดินไปตามทุ่งที่เคยมีชีวิต เห็นซากสัตว์ใหญ่น้อยซึ่งตายไปในเปลวเพลิงมากมายจนผมขนลุก ผมจำภาพน่ากลัวนั้นได้จนโต ความทรงจำเรื่องนี้มักผุดขึ้นพร้อมกับการเดินป่าไปดับไฟครั้งนั้นเสมอ
เราทั้งสองเดินป่ากลับไปที่เดิม ไม่มีใครพูดอะไรตลอดเวลาสามชั่วโมงนั้น เราเดินไปตามราวป่า กลิ่นดอกเอื้องป่าฟุ้งในอากาศ พ่อเดินป่าอย่างชำนาญทาง แม้วัยจะเกินเลขหกสิบมาแล้วสองสามฤดูฝน พ่อยังแข็งแรงและมีความสุขทุกครั้งที่ย่ำไปบนป่าผืนนี้ มันเป็นถิ่นกำเนิดของพ่อ ของปู่ย่าตายาย
ราวห้าโมงเย็นเรากลับมาถึงจุดที่เราพักกินข้าวเที่ยงอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมเดินตรงไปยังจุดที่เราก่อไฟก่อนเงยหน้ามองพ่อ "ผมไม่ได้ลืมดับไฟหรอกพ่อ..."
ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "...ที่น่าแปลกก็คือทำไมเรื่องแค่นี้ผมกลับจำไม่ได้ และพ่อก็จำไม่ได้"
พ่อมองผมด้วยสีหน้าแปลกๆ "ใครบอกว่าพ่อจำไม่ได้?"
ผมอ้าปากค้าง นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่เราฝ่าป่ากลับมา พ่อยอมเหนื่อยยอมเสียเวลาเพื่ออะไร สอนผมให้รับผิดชอบ? เท่านั้นเองหรือ?
เราไม่ได้พูดอะไรตอนเดินกลับขณะที่แสงสุดท้ายของวันนั้นกำลังลับป่า แต่ผมไม่เคยลืมประสบการณ์นั้นเลยจนทุกวันนี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า หากวันนั้นผมไม่ได้เดินกลับไป ผมอาจนอนไม่หลับไปอีกหลายวันหรือหลายปีก็ได้...
(ตัดตอนจากเรื่องสั้น หมากลางถนน ชุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน พิมพ์ครั้งแรก 2538)
แด่ พ่อของทุกคนกับคนที่เป็นพ่อครับ!
วินทร์ เลียววาริณ
5 ธันวาคม 2552
|
Comments